banner
1 ปี ago
388 Views
2 0

Shinestock☀ สรุปหนังสือ The Warren Buffet Stock portfolio : ชำแหละพอร์ตโฟลิโอของ วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ ตอนที่ 1 (บทนำ,บทที่ 1-2)

Written by
banner

Shinestock สรุปหนังสือ The Warren Buffet Stock portfolio : ชำแหละพอร์ตโฟลิโอของ วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ ตอนที่ 1 (บทนำ,บทที่ 1-2)

บทความชิ้นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือ The Warren Buffet Stock portfolio ถ้าหากผู้อ่านท่านใดอยากอ่านทั้งเล่ม เพื่อเข้าถึงอรรถรส และ การบรรยายของผู้เขียน สามารถซื้อได้ตามร้านหนังสือใกล้บ้านท่าน

……………………………….

บทนำ

“การตกลงของหุ้นเวลส์ ฟาร์โก ตกลงเกือบ 50% ในเวลาไม่กี่ปีในช่วงปี 1990 และ เราก็ซื้อหุ้นไปในจำนวนหนึ่งก่อนที่มันจะตก… แต่เราก็ยินดีที่จะซื้อหุ้นเพิ่ม ในราคาที่คนอื่นทิ้งด้วยความตื่นตระหนก การที่จะเป็นนักลงทุนซื้อการลงทุนควรจะมีทัศนคติแบบนี้ไปตลอดชีวิตในการลงทุนในตลาดที่ผันผวน ทว่าหลายคนชอบที่ราคามันสูงขึ้น และ รู้สึกไม่ดีเมื่อมันตก”

นี่คือทัศนคติของ “วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์” นักลงทุนรายเดียวที่มีชื่อติดหนึ่งใน 5 Forbes บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ด้วยทัศนคติการซื้อหุ้นด้วยการ “ซื้อในเวลาที่คนอื่นไม่ต้องการ”

เราเห็นได้ชัดจากการซื้อหุ้นหลายๆตัวในราคาถูก โดยการวัดที่ง่ายดายจาก P/E ซึ่งวอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ก็เคยพูดหลายๆครั้งว่า ทำไมคนเราไม่สนใจซื้อหุ้นราคาถูก และ มีคุณภาพดี ในเวลาเกิดวิกฤติ ที่บริษัทมีราคาต่ำกว่ามูลค่าของมัน แทนที่ จะซื้อหุ้นที่ราคาแพงมาก และ เล่นกันในตลาดที่เกินมูลค่าพื้นฐานเกิน 2-3 เท่า

ทีมงานของของวอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ มีทั้งหมด 4 คน (ช่วงปี 2011) คือ 1. วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ เอง 2. ชาลีร์ มังเกอร์ ผู้ที่ชักนำการลงทุนแบบออกนอกกรอบเสมอ 3.ท็อดส์ โคล์มส 4. เท็ดส์ เวสเลอร์ ผู้บริหารพอร์ตโฟลิโอ ซึ่งบทความนี้หลักๆ จะเป็นการสาธิตการเลือกหุ้นของวอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ และ ในท้ายเล่มก็จะมีการเสริมไอเดียในการเลือกหุ้นของท่านอื่นๆด้วยเพื่อประกอบความเข้าใจของท่าน

………………………..

บทที่ 1 ประวัติ และ พัฒนาการ ของ”วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์”

อย่างที่เราเห็นได้ชัด คือการลงทุนแบบวอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ นั้นขัดต่อสัญชาตญาณมนุษย์หลักๆ ซึ่งหลายๆท่านก็ทราบดีแล้วว่าการที่คนเราพ่ายแพ้ให้กับตลาดหุ้นนั้นส่วนใหญ่เกิดมาจากการวางกับดักด้วยตัวเองทั้งนั้น เพราะเวลาที่คนอื่น”ซื้อ”วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ จะ”ขาย” แต่เวลาที่คนอื่น”ขาย”วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์จะ”ซื้อ”แต่ที่ท่านรู้คือ ตัวที่เขาซื้อจะเป็นตัวที่เป็นไม้เด็ดทั้งนั้น

ในขณะที่ตลาดกระทิงสุดๆ วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ถูกวิจารณ์ว่าตกชั้นไปแล้ว เพราะเขาปล่อยพอร์ตว่างไปถึง 2-3 ปี ทั้งๆที่คนอื่นทำกำไรจากในหุ้นอย่างเป็นกอบเป็นกำ จนกระทั้งมาถึงฟองสบู่แตกเขาก็กลับกว้านซื้อหุ้นในเวลาทุกคนกำลังจะเจ๊ง และ ก็สามารถเลือกหุ้นราคาถูกที่ในราคาตามใจชอบอีกด้วย

วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ เป็นนักลงทุนที่เป็นแฟนคลับตัวยงของ คณบดีวอลล์ New สตรีท “เบนจามิน เกรแฮม” แต่เขากลับทำพลาดในตลาดช่วงปี 1929-1932 จากการเพลิดเพลินในตลาดกระทิง จนต้องเสียเงินไปจำนวนมากในช่วงนั้น ซึ่งDJIA ตกจาก 380 เหลือเพียง 43 จุดเท่านั้น ถ้าเปรียบกับ SET ปัจจุบันก็คือจาก 1400 จุดเหลือเพียง 180 จุด ซึ่งเป็นความถดถอยครั้งสำคัญ ขนาดที่ว่าบริษัทใหญ่ๆพบเจอกับ Demand ที่เหือดหาย โดยเริ่มแรก วอร์เรน fake oakleys บัฟเฟ็ตต์ เลือกหุ้นจากในตลาดรองที่มีราคาถูกเท่านั้น ตามหลักของเบนจามิน เกรแฮม

วิกฤตตลาดหุ้นปี 1973-1974 : แต่หลังจากนั้นไม่นานเกิดตลาดกระทิงขึ้น เขาจึงไม่สามารถซื้อของถูกได้อีกแล้ว และ หุ้นที่เขาเห็นว่าเกินมูลค่าไปกลับพุ่งทะยานทำ new high ครั้งแล้วครั้งเล่า วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์จึงตัดสินใจที่ถอนตัวออกมาจากตลาดหุ้น ซึ่งทำสิ่งตรงกันข้ามกับเบนจามิน เกรแฮมที่ผิดพลาดไปในตลาดปี 1929 และ จนถึงจุดสูงสุดของตลาดช่วงนั้น ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทะลุฟ้า และ ดอกเบี้ยก็ขึ้นเป็น 10% หลังจากนั้นทุกอย่างก็ตกลงอย่างรวดเร็ว ตอนนี้วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ พบว่าราคาหุ้นทุกตัวตกลงมาต่ำกว่ามูลค่าแล้ว แต่ครั้งนี้เขาพบอีกอย่างว่า ถ้าเป็นหุ้นดีแล้วละก็ ราคาที่มันจะกลับมาจะกลับมาอย่างรวดเร็ว… เขาจึงเลือกซื้อหุ้นที่จะสามารถทำให้เขาร่ำรวยได้ในระยะยาวแทน หุ้นที่เขาเลือกซื้อในปีนี้เช่น cheap nfl jerseys shop Warshington Post ในราคา $6.36 ซึ่งปัจจุบันมูลค่าการลงทุนนี้มีมูลค่าถึง 5,500%

วิกฤตปี 2007 : ray ban sunglasses เขาได้เฝ้ารอโอกาสเช่นเคย รอจนถึงจุดที่วิกฤตสุกงอม และ สามารถซื้อหุ้น General Electric มูลค่า Cheap Jordans Sale 3 พันล้านเหรียญ โดยผลตอบแทนปีละ 10% และ Goldman Sachs มูลค่า 5 พันล้านเหรียญ ผลตอบแทนปีละ 10% (ซึ่งการทำดีลชนิดนี้ คนธรรมดาไม่สามารถทำได้ เพราะ จะต้องขอซื้อหุ้นที่จุดที่มีมูลค่าถูกมากๆ มูลค่าเงินปันผลจึงสูงได้เท่านี้)

………………………….

บทที่ 2 วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ ชอบบริษัทเก่าแก่

วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์มีความคิดอย่างหนึ่งว่า ระหว่างบริษัทสองบริษัทที่ขายของชนิดเดียว แต่อีกบริษัทขายมา 50 ปี แล้ว วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์มองว่า บริษัทที่เก่ากว่าจะมีความได้เปรียบในระยะยาวมากกว่า สิ่งที่เห็นได้ชัดจากกรณีนี้เราพบว่า เขาก็ทำเช่นนั้นกับหุ้นหลายๆตัวเช่นกัน เช่น Oreo(1912) Kraft(1902) Swiss Re(1863) Munich Re(1800) American Express(1850) Wells Fargo(1852) CocaCola(1886) Procter&Gamble(1837) Johnson&Johnson(1887) Glaxo Wellcome(1880) Wallmart(1962) และ Cosco(1983)

ดังนั้น ความเก่าแก่จึงทำให้มันไม่ต้องพัฒนาอะไรมาก ค่าวิจัย และ พัฒนาจึงต่ำ มีเพียงการเปลี่ยนเครื่องจักรที่เสียแล้วเท่านั้นที่ทำให้มันเข้าข่ายบริษัทที่บริหารง่ายที่สุด

ขอยกเปรียบเทียบระหว่าง Oreo(1912) เริ่มแรกที่เราเข้าใจ สเต็ป บิด ชิมครีม จุ่มนม ก็ตั้งแต่เด็กแล้ว เทียบกับ บริษัท oakley sunglasses sale Intel(1968) ที่ขายคอมพิวเตอร์ที่มีการแข่งขันสูงมาก และ เราก็ได้ยินมาว่าต้องรีบพัฒนาเทคโนโลยีทุกๆเดือนเพื่อให้สินค้าไม่ตกยุคที่จะนำหน้า ดังนั้น กำไรที่เติบโตมั่นคง และ มีความสามารถจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ ก็น่าจะเป็น Oreo ครับ

“ก็เหมือนกับบริษัทโรงพยาบาลในไทยแหล่ะครับ ถ้าแบรนด์ไหนสามารถขโมยความเชื่อถือจากผู้บริโภคมาได้ ก็สามารถครองตลาดนี้ได้ ทำให้การขึ้นราคาค่ารักษาพยาบาลก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ ดังนั้นการขึ้นราคาจะมากหรือไม่มากเกินไปควรจะเปรียบเทียบจากการดู P/E ของบริษัทเหล่านี้ว่าถูกหรือแพงมากกว่า ต่างประเทศ ซึ่งในไทยตก P/E 30-60 ส่วนต่างประเทศ P/E15-30 ซึ่งในไทยก็ดูเหมือนว่า ค่อนข้างแพงมาก แต่นักลงทุนไม่ได้มองว่าแพงไม่แพง มองเพียงว่า แพงแล้วสามารถขายได้แพงกว่าหรือไม่ ดังนั้น การลงทุนแบบเก็งกำไร ไม่ได้เป็นแบบฉบับของ วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์เลยครับ เพราะถ้าเป็นวอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ ก็จะต้องรอเวลาที่จะเก็บหุ้นโรงพยาบาล ในช่วงวิกฤตแทนครับ”

Shinestock

banner

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Menu Title