banner
2 ปี ago
547 Views
0 0

ShineStock ☀ สรุปจากสัมมนาแรกของปี งาน Money Talk @SET เปิดประเดิมห้องประชุมของตลาดหลักทรัพย์แห่งใหม่บนถนนรัชดาครับ

Written by
banner

ShineStock ☀ สรุปจากสัมมนาแรกของปี งาน Money Talk @SET เปิดประเดิมห้องประชุมของตลาดหลักทรัพย์แห่งใหม่บนถนนรัชดาครับ

แบ่งเป็นสองช่วง
1. นักวิเคราห์มองตลาดหุ้นไทยปี 2559 โดยคุณกวี KBANK/ คุณสุกิจ MBKET /และคุณเจษฎา Infiniti
2. กลยุทธการลงทุน VI ปี 2559 โดย ดร.นิเวศน์ / พี่หมอพงศ์ศักดิ์ / คุณพีระนาด / คุณโจ ลูกอีกสาน / คุณประชา

ช่วงที่ 1
☀1) แนวโน้มเศรษฐกิจโลก
1.1 คุณกวี
– เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวมาตลอดตั้งแต่ปี 2008 Ray Ban Sunglasses เกือบ 8 ปี ติดต่อกัน และมองว่าเศรษฐกิจโลกจะค่อยๆโตไปเรื่อยๆเพื่อไปหาวิกฤตในอีก 2-3 ปีข้างหน้า 2017-2018
– จีนมีสภาพที่เหมาะกับการเกิดวิกฤต คล้ายต้มยำกุ้ง ได้แก่ มีเงินก้อนแรกเข้ามาตอนเปิดประเทศ+ก้อนที่ 2 มาจาก QE + ก้อนที่ 3 มาจากการเปิดเสรีการเงิน และเงินทุกก้อนที่เข้ามาไม่ได้เข้ามาฟรีๆหรืออยู่ยาว ย่อมมีการดึงกลับ/เทขายเพื่อนำออกไปยังประเทศที่น่าลงทุนกว่า>>>ทำให้ค่าเงินหยวนจีนอ่อนลงไปมาก
– ให้จับตาเงินสำรองระหว่างประเทศของจีน ปีก่อนลดลงไป -10% หากลดลงไปเกิน -30% ถือว่าน่าเป็นห่วง
– ทุกวิกฤตในอดีตจะเกิดได้เมื่อดอกเบี้ยกลับขึ้นไปสูง ซึ่งตอนนี้ยังต่ำอยู่จึงเกิดยาก มองว่าปีนี้ยังไม่เกิด
– ถามว่าทำไมตลาดหุ้นเปิดปีใหม่มาลงแรง เพราะ PE ตลาดหุ้น USA/EU สูงสุดในรอบ 10 ปี และพอหมดเงิน QE ไม่มีใครดันต่อ จึงเกิดการขายให้ลงมาอยู่ใน Value ที่เหมาะสม ทำให้ตลาดปรับตัวลงไปพอสมควร แถมมี Sentiment ด้านลบมาช่วยสร้างความกลัวให้ตลาดอีกทางนึง
– มีโอกาสเห็น SET 1600 ในอีก 1-2ปีนี้(ตอนเลือกตั้ง)
– หากเกิดวิกฤตกับจีน ไทยน่าจะโดนกระทบแบบอ้อมๆ แต่ตลาดหุ้นลงแน่นอนแบบที่ลงมาตอนปี 2008

1.2 คุณสุกิจ
– มี 2 ปัญหา คือ ค่าเงินหยวน และราคา Commodity ยังลงต่อ
– ประเทศตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่มักพึ่งพิงการส่งออก-การผลิตจำหน่ายน้ำมัน ทำให้เจอทั้ง 2 ปัญหาพร้อมๆกันจึงแย่ลงหมด>>การบริโภคลดลง(จากเดิมที่หวังว่า Emerging Market จะมาช่วยพยุง ช่วยบริโภค)
– ตัวช่วยจาก QE จากนี้ไม่มีแล้ว แต่ตลาดหุ้นขึ้นนำไปก่อนเศรษฐกิจจริงยังโตตามไม่ทัน = เงินในระบบไม่ได้เพิ่ม>>ไม่มีใครมาดันตลาดขึ้นไปได้อีก>>ทำให้เกิดการปรับพอร์ตทั่วโลก(การขาย)
– สภาพคล่องสูง = หุ้นจะเทรดที่ PE ได้สูง แต่ในปัจจุบันสภาพคล่องไม่เพิ่มและทำท่าว่าจะลดลงจากการยุติ QE+ขึ้นดอก = หุ้นจะกลับมาเทรดที่ PE ต่ำ

1.3 คุณเจษฎา
– Hope for The Best อาจจะได้เจอสิ่งดีๆบ้างในครึ่งปีหลัง
– Prepare for the Worst ให้ระวัง 2 เงื่อนไข คือ ราคา Commo. หาจุดต่ำสุดไม่เจอ อาจเป็นจุดที่ทำให้เกิด Emerging Market Crisis และอีกข้อคือ ค่าเงินหยวน หากทะลุ 6.82 จะเกิดการ Panic ตลาดหุ้นแบบเดือนสิงหาคมปี 58 อีกครั้ง
– เศรษฐกิจไทย ตลาดหุ้นลงแรงแต่มีบางกลุ่มที่โตบวกสวนตลาด เช่น โรงบาล ลีซซิ่ง ท่องเที่ยว โดยเฉพาะท่องเที่ยวให้ระวังว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวอาจจะไม่โตแบบ 15-20% เพราะปี 58 ทำได้เนื่องจากปี 57 ฐานต่ำ ซึ่งคนคาดหวังกลุ่มพวกนี้ไว้สูง หากผิดหวังก็จะปรับตัวลง

☀2)อุตสาหกรรมไหนเด่น
2.1 คุณกวี
– ปีนี้ยังไม่เกิดวิกฤต ศก.
– หาก USA ขึ้นดอกอีกในครั้งที่ 2-3 คงมีแรงขายแต่ไม่หนักแบบครั้งแรก จนคนจะรู้สึกเฉยๆ
– ตามสถิติ หากขึ้นดอกเบี้ย หุ้นจะลงก่อน 3 เดือนและกลับมาขึ้นหลังจากนั้น + ทองคำมักจะขึ้นเช่นเดียวกัน
– กรอบของตลาด 1180-1350 (PE 12-14 เท่า ที่ EPS 94)
– อุตสาหกรรม บริการ เช่น ท่องเที่ยว-โรงพยาบาล แต่รอจังหวะที่ราคาลงมาจาก da Panic / ธุรกิจก่อสร้าง / ธนาคารบางตัวที่ราคาถูกมาก / ค้าปลีกบางตัวที่ SSSG เริ่มกลับมาบวกได้อีกครั้ง

2.2 คุณสุกิต
– ตั้งความหวังผลตอบแทนปีนี้ 10-15% มองว่าไม่ได้มากไป
– จากสถิติปีต่อปีผลตอบแทน SET ไม่เคยเป็นลบแบบติดต่อกัน 2 ปี
– ดัชนีตลาดหุ้น Q1 คงยังแย่อยู่ แต่จากนั้นไปยันสิ้นปีน่าจะปิดได้เกิน 1288จุด(ราคาปิดของปีก่อน)
– อุตสาหกรรม กลุ่มก่อสร้าง / วัสดุก่อสร้าง / กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนรัฐ
– จาก Research ของทุกประเทศ ในภูมิภาค Theme ในปีนี้เหมือนกันหมดคือ การลงทุนภาครัฐ-ค้าปลีก

2.3 คุณเจษฎา
– ครึ่งปีหลังน่าจะดีขึ้น ตอนนี้หลายตัว Valuation ถูกมาก แต่จะไม่ฟื้นจนกว่าจะเจอจุดเปลี่ยนแปลงทางปัจจัยพื้นฐาน เช่น น้ำมันเริ่มพลิก – กำลังซื้อเริ่มกลับมาดีหรือหนี้เสียไม่เพิ่ม – ทุกบริษัทแสดงกลยุทธออกมาหมดแล้ว(ICT) เมื่อใดก็ตามที่เห็นสัญญาณให้เป็นจุดเข้าลงทุน
– กลุ่มที่มี PE แพง เช่น 50 เท่า เป็นรายตัวยังน่าสนใจ
– กลุ่ม Internet Of Things ส่วนใหญ่บริษัทไม่ได้อยู่ในตลาด แต่ถ้าไปดูจีนบริษัทสื่อสารของเค้ารายได้ 5% ไม่ได้มาจาก Voice/Data แต่มาจากการขาย Content

☀3) คะแนนตลาดหุ้นปี 59 + หุ้นเด่น 3 ตัว
3.1 คุณกวี
– ให้คะแนน 7
– BH มี Growth ปีนี้ 20% / Pe สูงจริงแต่ ROE ก็สูงพอๆกัน / เปิดคลีนิคที่ต่างประเทศเพื่อส่งคนไข้มาที่รพ.ในไทย / ราคาเป้า 270 บาท
– CPN มี PE 20 ถือว่าไม่แพง / กำไรปี 58 ไม่ดีเพราะเปิด 2 ห้างใหญ่คือ เวสเกตและอีสวิล / มีความเสี่ยงน้อยกว่าค้าปลีกอื่นๆเพราะเก็บค้าเช่า / ปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคได้เร็ว เช่น เพิ่มร้านอาหารเยอะขึ้นแทนร้านขายของ เป็นต้น
– SCC ตัวธุรกิจปิโตรไม่โดนกระทบเพราะ Spread ยังเท่าเดิม / ยอดขายปูนปีนี้น่าจะเติบโตขึ้นอีก / Dividen 4% ถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ SCC ราคาลงมาจนเงินปันผลได้ Yield สูงแบบนี้

3.2 คุณสุกิต
– ให้คะแนน 7
– KBANK กำไรน่าจะขยายตัวได้โดดเด่น / ปี 2016 น่าจะปันผลได้ 5 บาทต่อหุ้น / เป็นคนที่ออกมาพูดเรื่อง NPL อยู่ตลอด cheap football jerseys ซึ่งแสดงว่าเค้าก็รู้ปัญหา เมื่อรู้แล้วเชื่อว่าจะหาทางแก้ไขได้
– CK มี Backlog 1 แสนล้าน / มีบริษัทลูกที่แข็งแรงและรายได้แน่นอน(พวก Utility) / รอการลงทุนภาครัฐมาช่วยเสริม
– BEM กำไรจะดีขึ้นจากการเปิดสายสีม่วง+ทางด่วนเพิ่มอีกเส้นในปีนี้

3.3 คุณเจษฎา
– ให้คะแนน 7 และแนะนำเป็นกองทุน
discount oakley TISCOMS ลงทุนหุ้นตัวกลาง-เล็ก ปีที่ผ่านมาลงทุนใน PLANB-EPG-SCN-MAJOR-NYT-UNIQ
– UTSME ลงทุนหุ้นตัวกลาง-เล็กเช่นเดียวกัน
– CIMBPIPROP – กองที่ลงทุนในอสังหาให้เช่า ซึ่งปีก่อนทำผลตอบแทนได้ 10-15% ในขณะที่ตลาดหุ้นลบ -14%

================================
ช่วงที่ 2
☀1) แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 59
1.1 คุณพีระนาด
– ปี 2558 มีแต่ข่าวร้ายออกมาเป็นชุด จนตอนนี้คนไม่ได้คาดหวังอะไรแล้ว
– ปี 2559 จึงยากที่จะเกิดอะไรเลวร้ายไปกว่านี้ มองว่าน่าจะดีขึ้น

1.2 พี่หมอพงศ์ศักดิ์
– ปัจจัยภายนอก USA ยังพอไปได้ / EU+JAPAN ประคองตัว / จีน ต้องเฝ้าระวัง เค้าต้องทำให้ Soft landing ให้ได้ โดยห่วงเรื่อง real sector มากกว่าตลาดหุ้นเพราะคนจีนไม่ได้ลงเงินในตลาดหุ้นเท่าไหร่นัก และเรื่องหนี้ที่มีสูงถึง 250% ของ GDP กับค่าเงินหยวน เพราะหากเงินอ่อนหนี้ในรูปของสกุล USD จะสูงขึ้น จนอาจเกิดหนี้เสียขึ้นมาจะควบคุมยาก

– ปัจจัยภายใน นโยบายรัฐน่าจะมีส่วนช่วยแต่เรายังต้องพึ่งส่งออกอยู่ / กำลังซื้อคนชั้นกลางยังพอไปได้เพราะน้ำมันลดลง / เกษตรกรยังมองว่าแย่เหมือนเดิมกำลังซื้อไม่มี

– ดัชนีตลาดหุ้น Mkt.cap 11.8 ล้านล้าน / สมมติกำไรปี 59 ประมาณ 7 แสนล้าน จะได้ PE = 16 เท่าซึ่งถือว่าไม่ได้ถูก / พอดู Market Risk premium อยู่ที่ 3.4% ยังกลางๆ(หาก 10% ตลาดหุ้นจะดีมาก / หากอยู่ที่ 0-1% ตลาดจะแย่)

1.3 คุณโจ
– ยอมรับว่ามองตลาดหุ้นไม่ออก
– PE ตลาด 21 เพราะเจอรายการพิเศษ -140,000 ล้าน จาก PTTEP/PTT/SSI(ทำให้ Bank ตั้งสำรองอีก) ซึ่งเกิดขึ้นครั้งเดียว หากหักออกไป PE จะไม่ได้สูงเท่านี้
– PBV ของตลาดซึ่งจะนิ่งกว่าอยู่ที่ 1.68 เท่า โดยค่าเฉลี่ยตั้งแต่เปิดตลาดหุ้นมา 40 ปี PBV จะอยู่ที่ 2.28 เท่า ดังนั้นตอนนี้ต่ำกว่าเฉลี่ยเกือบ 35% ถือว่าถูกพอสมควร (ในปีวิกฤต ปี2540 และ 2008 PBV 1 เท่า)
– การคาดการณ์ตลาดเป็นงานของพระเจ้า เราอย่าไปสนใจ แต่การหาบริษัทรายตัวและคาดการณ์จะง่ายกว่าให้เรามาโฟกัสตรงนี้

1.4 คุณประชา
– คล้ายๆ 3 ท่าน มองว่าในประเทศรัฐบาลมีความตั้งใจอยากจะกระตุ้น
– ตัวเลขที่ Amazing คือ SET -14%(หากรวมปันผล 3% จะเหลือ -11%) มีหุ้นในกระดาน 600 ตัว / มี 350 บริษัทมีผลตอบแทนชนะตลาด(เกินครึ่ง) / ในนั้นมี 250 บริษัทที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวก / และมี 140 บริษัทที่ให้ผลตอบแทนเกิน +15%
– ตลาดไทยเราคำนวณแบบ weight น้ำหนักตัวไหนใหญ่จะมีผลต่อดัชนีมาก เป็นต้น หากเราคิดแบบเท่ากันจริงๆตลาดหุ้นจะลงเพียง -2%
– เศรษฐกิจโต 2.5% แต่ตลาดหุ้นลงเยอะจากเหตุไม่คาดฝัน ทั้งราคาน้ำมันยังร่วงต่อ+ประมูล 4G + แบงค์ที่โดนหนี้เสียจาก SSI

1.5 ดร.นิเวศน์
– คนไทยชอบเข้าข้างตัวเอง เวลาเทียบปัญหาชอบเทียบกับประเทศที่แย่กว่า แต่กลับพูดว่าเราอยู่ AEC หากย้อนไปดูตัวเลขย้อนหลังสิบปี เทียบกัน GDP growth ไทยกับประเทศอื่นใน AEC พบว่าไทยแย่สุด
– หากจะอ้างว่าประเทศอื่นพึ่งเปิดเสรี แต่ลองไปดูมาเลย์ ฟิลิปปินส์ ที่เป็นประเทศเจริญหรือพอๆกับไทยพบว่ายังโตไป 4-7% ในปี 2558 ในขณะที่เราโตแค่ 2.5% ทั้งๆที่มาเลย์เจอน้ำมันเล่นงานบอกว่าแย่แล้วๆยังโตได้ขนาดนี้ แต่ของเรายังมองไม่เห็น ไม่รู้จะไปโตได้จากอะไรจึงน่าเป็นห่วง
– หุ้นที่บอกว่าชนะตลาด ปีก่อนมักเป็นหุ้นตัวเล็กๆที่คนไทยเล่นกันเอง เพราะต่างชาติหรือสถาบันลงมาเล่นไม่ได้ พอคนไทยเล่นมากๆมันก็ไม่ลงและค้างอยู่อย่างนั้น แต่หุ้นตัวใหญ่พอมันแพง และมีผู้เล่นมากกว่าทั้งสถาบันและฝรั่ง จึงเกิดแรงขายหนักเพื่อปรับพอร์ตของแต่ละคน
– ต่อให้เศรษฐกิจโลกดี ลองถามตัวเองดูว่า GDP ไทยจะกลับไปโตที่ 4-5% ได้ไหม
– หากศก.ไทยไปยาก ตลาดหุ้นก็จะไปยาก มองว่าคง Sideway ไปเรื่อยๆ จะขึ้นก็ขึ้นไปได้ไม่ไกล ให้ใช้โอกาสรอจังหวะตอนลงหาหุ้นถูกๆลงทุนได้

☀2) กลยุทธ์การลงทุน และคะแนนตลาดหุ้นปี 59
2.1 คุณพีระนาด
– ให้ 7 คะแนน
– ทำความเข้าใจสิ่งที่เราจะซื้อหรือถือ โดยไม่ต้องสนใจดัชนี
– หากหุ้นเต็มมืออยู่แล้ว อาจจะ switch ไปหาตัวที่ดีกว่า

2.2 พี่หมอพงศ์ศักดิ์
– ให้ 5 คะแนน
– จากข้อมูลที่ให้ไปตอต้นตลาดหุ้นคงไม่ขึ้น-ลงไปไหนไกล ยกเว้นหากจีนล้มจริงอันนั้นอาจจะมีผลให้ตลาดลงได้
– ลด/เลิกการใช้ Margin เพราะตอนนี้ภาวะความเสี่ยงสูง และ Sentiment ที่แย่จากต่างประเทศกระทบตลาดหุ้นไทยได้ตลอด
– ควรเช็คพอร์ตตัวเองก่อน ว่ามีหุ้นประเภทไหนบ้าง หากหุ้นเราอิงกับเศรษฐกิจมากก็ควรพิจารณาปรับพอร์ต ไปหาหุ้นที่ไม่พึ่งพิงเศรษฐกิจมากนัก (20 อิงเศรษฐกิจ:80 ไม่อิงเศรษฐกิจ)
– หากมีเงินสดอยู่ ให้เลือกตัวที่มีรายได้โต-กำไรโตได้ต่อเนื่องในอีก 2 ปีหน้า
– หากหุ้นเต็มพอร์ต อาจต้องปรับเอาตัวที่อิงเศรษฐกิจออก หรือ switch ไปหาตัวที่มีโอกาสที่ดีกว่า
– หุ้นบางตัวลงมาแรงอย่างผิดปกติมาก เพราะถูก Force sell(บังคับขายสำหรับคนที่กู้เงินมาเล่น) จึงเป็นอีกโอกาสให้เรา Switch ไปได้
– อ่านข่าวมักอ่านจากต่างประเทศ เพราะมีมุมมองต่อประเทศไทยที่ไม่โน้มเอียงมากนัก จะได้เห็นภาพที่เกิดขึ้นได้ชัดเจนขึ้น

2.3 คุณโจ
– ให้ 8 คะแนน
– หากจะทำให้ GDP กลับมาโต 5-6% คือ 1.ปั้มประชากร 2.โครงการลงทุนภาครัฐใหญ่ๆ ที่ประเทศเราไม่มีมานาน ซึ่งหากเริ่มโครงการได้ก็น่าจะ Impact
– Selective buy ต้องคัดของดี และเราต้องออกแรงหากันหน่อย
– แปลกที่คนเรามีเวลาไปสอดรู้เรื่องชาวบ้านทั้งวัน แต่กลับบอกว่าไม่มีเวลาศึกษากิจการซึ่งทำประโยชน์ให้กับเรามากกว่า

2.4 คุณประชา
– ให้ 7 คะแนน
– หาหุ้นดีๆ ราคาถูกๆ
– ปีนี้เป็นอีกปีที่วิชา VI จะใช้ได้ผลดีมากๆ เพราะความเสี่ยงรอบด้านที่สูง อาจเกิดความตื่นตระหนกบ่อยเป็นโอกาสของ Value Investor
– หลังปี 40 เราโต 4-5% และช่วง 5 ปีที่ผ่านมาโตได้แค่ 2-3% หากมองตัวเลขหลายอย่างเหมือนโตน้อย แต่มาดูภาพจริง เช่น Modern Trade กลับโตได้ 20-25% มานาน 10 ปี ทั้งที่เศรษฐกิจประเทศโต 4-5% และประชากรก็ไม่ได้เพิ่ม แต่ตัว MT ไปกินตลาดเดิม
– ดังนั้นไม่ว่าเศรษฐกิจจะโตช้ายังไง เราก็สามารถหาธุรกิจที่ดีๆ ผู้บริหารที่ดีๆ มีโอกาสเติบโต ให้เข้าไปลงทุนได้อยู่เสมอ
– ให้ระวังคือ ธุรกิจที่เคยดีมากในอดีต cheap ray bans แต่อนาคตอาจจะไม่ได้ดีแล้วก็ได้

2.5 ดร.นิเวศน์
– ให้ 5 คะแนน
– ใน 5-6 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นหรือนักลงทุนบ้านเราฉีกแนว Value Investor ไปมาก เช่น เทรดกันที่ PE 50 เท่า หรือ PBV 10 เท่า กันหน้าตาเฉย เป็นต้น จากนี้ไปคงมีน้อยลงที่จะเกิดแบบนั้น
– สุดท้ายทุกอย่างจึงกลับมาที่ Value จริงๆ คือ หุ้นที่ Cheap / หุ้นที่ Stable / หุ้นที่เป็น Super stock ที่ยังมีความได้เปรียบอยู่

เนื้อหาทั้งหมดที่ผมเก็บมาได้จากงานสัมมนาแรกของปี 2559 ก็น่าจะประมาณนี้ครับ และได้เข้าไปใช้ตลาดหลักทรัพย์แห่งใหม่ก็ดูดีทีเดียวครับ แต่ขนาดห้องประชุมใหญ่ขึ้น 2 เท่า แต่คนยังไม่มีที่นั่ง(ต้องยืน-นั่งพื้นกันเกือบร้อยคน) สงสัยเจอตลาดปีก่อนไปจนกลายมาเป็น VI กันหมดละ 5555

หวังว่าจะพอช่วยให้ทุกท่านได้ไอเดียในการลงทุนในปี 2559 นี้ไม่มากก็น้อยครับ<br cheap nfl jerseys />
ขอบพระคุณรายการ Money Talk และพี่ๆทุกท่านที่มาให้ความรู้ครับ 🙂

ShineStock ☀

banner

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Menu Title